วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550

นักข่าวกับม็อบคนจน

เมื่อสองเดือนก่อน พี่หนุ่ย...นักข่าวรุ่นพี่สมัยผมยังมีอาชีพหาข่าว...เขียนข่าว...อยู่ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน โทรศัพท์มาหา บอกอยากให้ผมเขียนบทความให้นิตยสาร Thaicoon ที่พี่หนุ่ยทำงานอยู่ เพราะพี่เล็ก พิชัย ศิริจันทนันท์ เจ้าของนิตยสารต้องการเปิดเวทีให้กับนักวิชาการรุ่นใหม่

ผมถามพี่หนุ่ยว่า จะให้เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร พี่หนุ่ยบอกว่าแล้วแต่ผม...โหย...ตอบแบบนี้เดี๋ยว นะจัดให้...หุ หุ หุ

ให้คำตอบพี่หนุ่ยเสร็จ ผมต้องมานั่งเครียดคิดชื่อบทความ คิด Concept รวมของบทความ

ในที่สุดก็ได้คำว่าจะเขียน เกี่ยวกับสื่อ ภายใต้ชื่อบทความชุด Media Sphere อันเป็นชื่อที่ผมหยิบมาใช้เขียน Blog นี้นี่เอง

บทความแรก เริ่มด้วยเรื่องเกี่ยวกับนักข่าวกับม็อบคนจน ดังต่อไปนี้...

นักข่าวกับม็อบคนจน

พอพูดคำว่า “การประท้วง” ผมเชื่อว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยจะร้องยี้ พลางแสยะหน้าด้วยความดูหมิ่น ดูแคลน

ยิ่งกับ “นักประท้วง” ด้วยแล้ว คนกลุ่มนี้มักถูกมองว่าเป็นผู้ชอบใช้กำลัง หัวรุนแรง สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น หรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่บริสุทธิ์ใจ รับเงินและเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล หรือคนต่างชาติ ฯลฯ

ภาพลักษณ์เหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเสนอของสื่อกระแสหลัก (Mainstream media) ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจและมีทัศนคติในด้านลบต่อการประท้วง...
โดยเฉพาะการประท้วงของคนยากจน หรือคนด้อยโอกาสทางสังคม

แล้วทำไมสื่อกระแสหลักจึงมีทัศนคติในด้านลบละครับ

มูลเหตุที่ทำให้คนทำงานด้านสื่อส่วนใหญ่ ทั้งนักข่าวการเมืองภาคสนาม นักข่าวประจำกองบรรณาธิการ และนักข่าวสายอื่นๆขาดความเข้าใจและมีทัศนคติด้านลบต่อการประท้วงของคนยากจน เกิดจากปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม

โดยอาจจะเริ่มต้นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ.2504 เมื่อชนชั้นนำของไทยยอมรับแนวคิด และนโยบายการพัฒนาประเทศจากประเทศพัฒนาแล้ว ผ่านองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่กระบวนการพัฒนาเพื่อความทันสมัย (Modernization)

ครับ...ด้วยแนวคิดและนโยบายการพัฒนาเช่นนี้เอง ทำให้ประเทศไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงคุณภาพชีวิตตามรูปแบบของประเทศพัฒนาแล้วทางตะวันตก

ถนน เขื่อน ไฟฟ้า ประปา รถไฟฟ้า ทางด่วน เขตนิคมอุตสาหกรรม แม้แต่การเมืองแบบประชาธิปไตยตัวแทน และอื่นๆ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญการดำรงชีวิตของคนไทย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเพื่อความทันสมัยตามแบบตะวันตก มักจะรวมศูนย์การพัฒนาอยู่ แต่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ

กลุ่มผู้ได้ผลประโยชน์สูงสุดภายใต้การพัฒนายังจำกัดอยู่แต่เพียงกลุ่มชนชั้นนำ และชนชั้นกลาง

แน่นอนครับว่า...ผู้คนในส่วนนี้ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนามากกว่าคนยากจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างทางการเมืองแบบประชาธิปไตยตัวแทน ด้านคุณภาพชีวิต ฯลฯ

ยกตัวอย่างเช่น คนกลุ่มนี้มีโอกาสทางการศึกษาในรูปแบบตะวันตกดีกว่าคนจน สามารถเข้าศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยชั้นดี อันเป็นผลต่อเนื่องให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพในอนาคต

ในกระบวนการพัฒนาเพื่อความทันสมัย นักข่าวจัดเป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางที่ได้รับผลประโยชน์อย่างสูง จากการพัฒนาด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ดูได้จากนักข่าวในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ มีการศึกษาในระดับสูง อย่างน้อยระดับปริญญาตรี มีรายได้หรือผลตอบแทนจากวิชาชีพมากกว่าชาวไร่ ชาวนา คนยากจนมากมายนัก

อีกทั้งอาชีพนักข่าวยังอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ใกล้ศูนย์อำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจทำให้นักข่าวได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายจากการพัฒนาเช่นนี้มากมาย

จึงไม่น่าแปลกใจเลยครับว่า เมื่อมีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับวิถีชีวิตของคนยากจน นักข่าวส่วนใหญ่ไม่รีรอเลยที่จะเลือกสนับสนุนแทบทุกอย่าง ที่เขาเชื่อว่า “เป็นการพัฒนา”

และหากการเรียกร้องใดของคนจนหรือคนด้อยโอกาสทางสังคมส่งผลกระทบต่อการพัฒนา นักข่าวเหล่านี้จะออกมาต่อต้านทั้งทางตรงและทางอ้อม บางครั้งถึงกับร่วมด่าทอผู้ชุมนุมประท้วงเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เนื่องเพราะผลประโยชน์ของกลุ่มและชนชั้นของนักข่าวที่ได้รับจากการพัฒนาได้ครอบงำตัวนักข่าว ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว จนกลายเป็นอุดมการณ์หลัก (The dominant ideology) ของนักข่าวโดยส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว

ครับ...ด้วยอุดมการณ์ครอบงำหลักนี้เอง ทำให้นักข่าวจำนวนไม่น้อยตกเป็นเครื่องมือ หรือกลไกทางอุดมการณ์ในการโฆษณาชวนเชื่อของแนวทางพัฒนาดังกล่าวว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยปราศจากการตั้งข้อสงสัย หรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

ในวันนี้ แม้ว่าสื่อมวลชนไทยจะมีเสถียรภาพในการนำเสนอข่าวสารมากกว่าเมื่อก่อน สามารถตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้

แต่นักข่าวส่วนใหญ่ยังมิอาจปลดโซ่ตรวจพันธนาการทางความคิดเกี่ยวกับการพัฒนา

ทุกวันนี้ สังคมไทยจึงมีนักข่าวจำนวนไม่มากนัก ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ระบบการพัฒนาเพื่อความทันสมัยว่า เป็นกระบวนการที่ทำให้คนยากจนจำนวนไม่น้อย ต้องตกเป็นเหยื่อของการพัฒนา

การชุมนุมประท้วงของคนยากจน หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ารัฐสภา หรือตามศาลากลางจังหวัดต่างๆ ถูกตีค่าโดยนักข่าวกระแสหลักว่า เป็นแค่ "ประเด็นข่าว" ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่าจะถูกตีความว่า เป็นภาพสะท้อนการพัฒนาที่บกพร่อง

อุดมการณ์ครอบงำหลักของตัวนักข่าวผนวกกับข้อมูลที่ได้รับการป้อนจากความสัมพันธ์ อันใกล้ชิด สนิทสนม ระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวทั้งในระดับนักการเมือง ข้าราชการประจำ นักธุรกิจ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มที่คนได้รับประโยชน์จากกระบวนการพัฒนาเพื่อความทันสมัยทั้งสิ้น เหล่านี้ยิ่งทำให้นักข่าวได้ภาพการชุมนุมประท้วงของคนจนบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง

อันเป็นผลทำให้การเคลื่อนไหวประท้วงของคนยากจนในหลายๆ ครั้ง ถูกตีความโดยนักข่าวกระแสหลักว่าปราศจากคุณค่าของข่าว (News Value)

อันเป็นผลทำให้กลุ่มชุมนุมผู้ประท้วงต้องสร้างคุณค่าของข่าวด้วยสีสัน ความรุนแรง ความแปลกใหม่ เพื่อเรียกร้องความสนใจของนักข่าว ด้วยหวังว่าเมื่อเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือผ่านจอโทรทัศน์แล้วรัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบ จะได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน

แต่กลุ่มผู้ประท้วงหลงลืมไปเกี่ยวกับอุดมการณ์ครอบงำหลักในตัวนักข่าว โดยคิดเพียงว่า นักข่าวคงจะเสนอข่าวอย่างเป็นกลางตามข้อเท็จจริง อย่างที่นักข่าวมักใช้เป็นเกราะคุ้มครองตนเอง

แต่เมื่อข่าวคือความเป็นจริง ที่นักข่าวสร้างขึ้น (The Social Construction of Reality)

โดยมีทัศนคติ มุมมอง ความคิดเห็นของนักข่าวทั้งภาคสนาม และประจำกองบรรณาธิการ รวมถึงแนวนโยบายขององค์กรสื่อ เป็นตัวผลักดันทิศทางความเป็นไปของข่าว

ภาพการชุมนุมเคลื่อนไหวประท้วงของคนจน ในหลายๆ ครั้ง จึงถูกสื่อออกมาในแง่ลบ ทั้งความรุนแรง การมีเบื้องหลังไม่บริสุทธิ์ใจ

ทั้งนี้ นักข่าวสามารถสื่อภาพพจน์ด้านลบ ของการประท้วงได้หลายรูปแบบ อาทิ การตั้งคำถามชี้นำกับแหล่งข่าวว่า

"ท่านรัฐมนตรีคิดว่า ม็อบมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่?"

"ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ที่ม็อบก่อความเดือดร้อนให้ประชาชนด้วยการปิดถนน?" ฯลฯ

หรือการรายงานข่าว โดยอ้างอิงถึงแหล่งข่าว ระบุสาวโยงถึงเบื้องหลังของการประท้วง ว่า มีผู้หนุนหลัง
หรือแม้กระทั่งการเสนอข่าวและภาพ การพาดหัว การแสดงความคิดเห็นผ่านคอลัมน์ บทรายงาน โดยเน้นความรุนแรง ความเสียหายที่เกิดจากการประท้วง เป็นต้น

กล่าวได้ว่า นักข่าวได้กลายเป็น "ช่างทาสี" ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว!

สีดำที่ป้ายให้กับการเคลื่อนไหวประท้วงของคนจน มีผลสำคัญยิ่งในการบั่นทอนกำลังภาคประชาสังคม

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นักข่าวกระแสหลักเหล่านี้ ล้วนแต่มีส่วนสำคัญยิ่งในการตอกลิ่มความแตกร้าวของสังคมไทย ให้แยกขยายตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่...ยุคดิจิตอล การประท้วงไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อกระแสหลักเพียงอย่างเดียว

เพราะการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นในโลก แม้กระทั่ง “การประท้วง”

ในตอนหน้า...ผมจะเล่าถึง “นักประท้วงในยุคดิจิตอล” ว่าเป็นอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ทักทายกันหน่อย

สวัสดีครับ...



Blog นี้ผมตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับรวบรวมข่าวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ รวมถึงสื่อใหม่ (New Media) อย่างอินเทอร์เนท เป็นต้น




นอกจากนั้น ผมยังอยากใช้ Blog นี้เป็นเวทีกลาง...อืม...จะเรียกว่าเวทีสาธารณะ ก็ดูเป็นวิชาการไปเนอะ...เอาเป็นว่า ผมอยากให้ Blog นี้เหมือนกับร้านกาแฟให้กับเหล่านักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ วิชาเกิน ที่สนใจความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสื่อได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเสรี (เท่าที่เป็นไปได้ เนอะ...)




รวมทั้งบอกเล่าความเป็นไปของการเรียนการสอนเกี่ยวกับ "สื่อ" ที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้อง